วิกฤตการณ์โควิด-19 กำลังทำให้สาธารณสุขทั่วโลกทำงานหนักจนถึงขีดสุด ส่งผลให้ผู้คนประสบความลำบากในการเข้าถึงการทำแท้งและการคุมกำเนิดยิ่งกว่าครั้งใด
วิกฤตการณ์สาธารณสุขในระดับนี้หมายความว่ารัฐบาลต้องทำการตัดสินใจเรื่องในเรื่องที่ยาก อย่างเรื่องการจะมุ่งใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดไปที่ใด สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ในบางประเทศ รวมถึงเนปาลและแอฟริกาใต้ ผู้ให้บริการการทำแท้งและการคุมกำเนิดถูกจำกัดให้ลดหรือระงับการบริการ
แม้แต่ในประเทศที่เปิดให้บริการดังกล่าว ข้อจำกัดด้านการเดินทาง มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม การสูญเสียตำแหน่งงานและการขาดแคลนยาก็กำลังสร้างอุปสรรคใหม่ต่อการเข้าถึงบริการเหล่านี้
ต่อไปนี้คือเหตุผลห้าประการที่การบริการสาธารณสุขเกี่ยวกับเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ต้องพร้อมให้บริการและเข้าถึงได้ง่ายในระหว่างและภายหลังจากช่วงโรคระบาดนี้
1. การบริการเหล่านี้ช่วยชีวิตคนในทุก ๆ วัน
หนึ่งในสี่ของการตั้งครรภ์ทั่วโลกจบที่การทำแท้ง แต่กฎหมายที่เคร่งครัดหมายความว่าไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงขั้นตอนดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย โดยมีการคาดการณ์ว่าทุก ๆ ปีมีผู้หญิง 22,000 รายเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย
หลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีอุปสรรคในการเข้าถึงการคุมกำเนิดและการทำแท้งอย่างปลอดภัย อัตราการเสียชีวิตของมารดาก็สูงขึ้น โดยมีทั้งการเสียชีวิตระหว่างคลอด และการเสียชีวิตภายหลังจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย
องค์กรแมรี่ สตูปส์ อินเทอร์เนชั่นแนล (MSI) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรที่ให้บริการการคุมกำเนิดและการทำแท้งใน 37 ประเทศทั่วโลก ได้ออกมาเตือนว่าโควิด-19 อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของมารดา
องค์กรได้ประมาณค่าว่าในประเทศทั้ง 37 ที่องค์กรทำงานนั้น ความเปลี่ยนแปลงจากโควิด-19 อาจนำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พร้อมเพิ่มขึ้นสามล้านราย การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยอีก 2.7 ล้านราย และการเสียชีวิตจากสาเหตุเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอีก 11,000 ราย
2. ในช่วงเวลาแห่งวิกฤตยิ่งมีความต้องการมากกว่าเดิม
เห็นได้จากโรคระบาดครั้งก่อน ๆ ว่าทรัพยากรถูกโอนย้ายจากโครงการอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลให้เกิดการเพิ่มสูงของอัตราการเสียชีวิตมารดาอย่างมีนัยสำคัญ
ในเซียร์ราลีโอน คาดการณ์กันว่าการลดการเข้าถึงบริการอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากเท่าโรคอีโบลา ผู้หญิงไม่เพียงแต่หมดหนทางเข้าถึงการบริการที่จะช่วยชีวิตเหล่านี้ได้เท่านั้น แต่พวกเธอต้องการบริการเหล่านี้มากกว่าครั้งไหน ๆ อัตราการใช้คุกคามทางเพศในช่วงวิกฤตอีโบลาได้เพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยการสั่งปิดโรงเรียนมีส่วนก่อให้อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพิ่มขึ้น
แนวโน้มเหล่านี้มีสิทธิเกิดขึ้นซ้ำในระหว่างการระบาดของเชื้อโควิด-19 ข้อบังคับให้กักตัวที่บ้านอาจเพิ่มการคุกคามทางเพศ ทำให้คนเลือกที่จะหยุดการตั้งครรภ์ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือสุขภาพ และความต้องการคุมกำเนิดอาจจะเพิ่มเนื่องจากคนเลื่อนแผนการมีบุตรออกไป
3. การจำกัดการให้บริการจะก่ออันตรายต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว
แบบจำลองเศรษฐกิจหนึ่งประมาณค่าว่า ทุก 1 ดอลลาร์ที่จ่ายไปกับการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลครรภ์ได้ 2.20 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกก็ประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเท่ากับ 553 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไม่ใช่แค่สุขภาพเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบเมื่อการทำแท้งและการคุมกำเนิดถูกจำกัดหรือเข้าถึงไม่ได้
หากผู้หญิงไม่สามารถเลือกช่วงเวลาที่อยากมีบุตรได้ พวกเธอก็มักไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา หรือมีหน้าที่การงาน และอาจต้องดิ้นรนที่จะหาเลี้ยงครอบครัวใหญ่
การคุมกำเนิดช่วยชีวิตโดยการมอบพลังตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองได้ การมอบพลังนี้ขับเคลื่อนการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสิทธิของตน และลดภาระของระบบสาธารณสุข
4. เราต้องปกป้องความก้าวหน้าด้านสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ที่สั่งสมมานานปี
ในระหว่างปี 2000 ถึง 2017 อัตราการเสียชีวิตมารดาลดลงประมาณร้อยละ 38 ทั่วโลก ในระยะ 25 ปีที่ผ่านมา กว่า 50 ประเทศได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงการทำแท้งและการดูแลหลังทำแท้งมากขึ้น แสดงถึงการเห็นความสำคัญของบทบาทที่การทำแท้งอย่างปลอดภัยมีต่อการปกป้องชีวิตและสุขภาพของผู้หญิง เป็นเรื่องจำเป็นที่ไวรัสนี้จะไม่ทำให้ความก้าวหน้านี้ให้เป็นอันยกเลิกไป
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่ผู้ร่างกฎหมายที่ต่อต้านการทำแท้งเสรีจะใช้โรคระบาดเป็นข้ออ้างในการลิดรอนสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับมาอย่างยากลำบาก ดังที่ได้เห็นในรัฐเท็กซัสและโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และจากความพยายามที่คล้ายกันในโปแลนด์
5. มีทางออกสำหรับความท้าทายที่โควิด-19 สร้างขึ้น
การทำแท้งและการคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อเวลา ดังนั้น จึงสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะออกมาปฏิบัติการ ณ ตอนนี้เพื่อสนับสนุนบริการสาธารณสุขดังกล่าว
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้เข้าถึงการทำแท้งและการคุมกำเนิดผ่านระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล เปิดโอกาสให้ร้านขายยาสามารถจำหน่ายยาคุมกำเนินฉุกเฉินโดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ และการกำจัดระยะเวลารอและข้อกำหนดเรื่องการอนุมัติจากแพทย์ที่ไม่จำเป็น มีวิธีการมากมายที่รัฐบาลจะปกป้องสาธารณสุขที่สำคัญข้อนี้และทำให้ผู้คนที่ต้องการเข้าถึงได้ง่าย
ยิ่งปฏิบัติการเร็วเท่าใด ก็จะช่วยชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น